ไทยเข้ม...แข็งมาก

31 posts / 0 new
Last post
tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52
ไทยเข้ม...แข็งมาก
 
ฟาดตั้งแต่รถพยาบาลยันเครื่องสลายนิ่ว! ไทยเข้มแข็ง2555 ผลสอบประจาน ปชป.

หลังจากที่ได้มีการนำข้อมูลการทุจริต “โครงการไทยเข้มแข็งกระรทรวงสาธารณสุข” 86,000 ล้านบาท ตาม “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แล้ว 

มาถึงจุดนี้เห็นควรอย่างยิ่งที่จะนำเสนอข้อมูลความพยายาม “กินพิสดาร” ซึ่งมีตั้งแต่รถพยาบาล เครื่องตรวจเต้านม เครื่องสลายนิ่ว เครื่องดมยาสลบ และอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ
แต่ครั้นจะเขียนขึ้นมาเลยก็เกรงว่าจะจับไม่มั่น คั้นไม่ตาย เลยขอนำเสนอข้อมูล (ส่วนหนึ่ง) ที่พอจะสืบค้นมาได้ โดยเป็น “เปิดผลสอบชุดหมอบรรลุ น้ำขึ้นให้รีบตัก” ซึ่งเว็บไซด์มติชน ได้นำเสนอผลการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทย เข้มแข็ง ของกระทรวงสาธารณสุข เอาไว้เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2552  (เปิดเนื้อหาชมได้เพิ่มเติมตามในนี้  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1262139402&catid=02 )

หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็ง ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี นำเอกสารรายงานผลการสอบสวนเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล “มติชน” จึงได้คัดย่อสาระสำคัญในรายงานมานำเสนอเป็นตอนต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบสำหรับผู้อ่านที่สนใจและติดตามในประเด็นดังกล่าว ดังนี้
ผลการพิจารณา แยกเป็น 2 ส่วน คือ 1.สำนักงานปลัด สธ. 2.กรมการแพทย์
สำนักงานปลัด สธ. พบความผิดปกติ ประกอบด้วย 4 ประเด็น คือ

1.สิ่งก่อสร้าง
-การบริหารจัดการ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไม่มีกระบวนการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ไม่มีการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และหลักเกณฑ์ตามที่ควร และไม่มีคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการ ที่จำเป็นเพื่อพิจารณากลั่นกรองโครงการให้เป็นไปตามนโยบาย
ยุทธศาสตร์และหลักเกณฑ์ ปล่อยให้มีการดำเนินการตามอำเภอใจ ในลักษณะ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” หรือในลักษณะ “น้ำขึ้นให้รีบตัก” และมีการแทรกแซงจากทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูงโดยมิชอบ
-ผลการจัดสรรเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม ไม่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ไม่สามารถแก้ปัญหาของระบบบริการทั้งในปัจจุบันและในอนาคต หลายแห่งได้รับงบประมาณเกินความจำเป็นในขณะที่หน่วยงานที่ขาดแคลนไม่ได้รับ งบประมาณ ซึ่งจะส่งผลทำให้เพิ่มปัญหาแทนที่จะแก้ปัญหา หลายแห่งจะได้อาคารที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และเป็นภาระแก่การบำรุงรักษา ขณะที่หลายแห่งไม่ได้รับอาคารที่จำเป็น
-ราคาสิ่งก่อสร้างที่กำหนดไว้ มีจำนวนมากที่สูงเกินความเป็นจริงไปมาก โดยน่าสงสัยว่าหน่วยงานและบุคคลที่มีหน้าที่ในการกำหนดราคา จะดำเนินการโดยไม่ถูกต้องและไม่สุจริต เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
-มีการแทรกแซงการดำเนินการโดยผู้มีอำนาจ ดังกรณีตัวอย่างใน จ.ราชบุรี
-ความบกพร่อง ผิดพลาดที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากการขาดความรู้ความสามารถ การขาดความเอาใจใส่ เจตนาปล่อยปละละเลย เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบทั้งในการดึงงบประมาณลงพื้นที่ และการตั้งราคาไว้สูงเกินสมควร
-มีผู้สมควรต้องรับผิดชอบกับความบกพร่อง ผิดพลาดและการดำเนินการที่ไม่สุจริต เปิดทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ ดังนี้ อดีตปลัด สธ. (นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์) อดีตรองปลัด สธ. (พญ.ศิริพร กัญชนะ) ได้รับมอบหมายโดยตรงให้รับผิดชอบโครงการ ปลัด สธ. (นพ.ไพจิตร์ วราชิต) รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค (สบภ.) สมัยเป็นรองปลัด สธ. นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผอ.สบภ. ผอ.กองแบบแผน สำนักงานปลัด สธ.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ซึ่งมีหน้าที่กำหนดราคากลาง และกำหนดราคากลางที่สูงเกินสมควรมาก ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบโครงการก่อนเสนอผู้มีอำนาจลงนามถึงสำนักงบ ประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายมานิต นพอมรบดี) ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงการดำเนินงานและโยกย้ายข้าราชการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา แก้วภราดัย) ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความผิดพลาด

2.ครุภัณฑ์การแพทย์ มี 12 รายการ ได้แก่
-เครื่องตรวจสารชีวเคมีในเลือด (Automate Blood Chemistry) และเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ เป็นครุภัณฑ์การแพทย์ที่ไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ เพราะบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือนี้ จะนำเครื่องมือไปติดตั้งไว้ในโรงพยาบาลโดยไม่คิดมูลค่า แต่มีบริษัทไปติดต่อโรงพยาบาลต่างๆ ให้ทำคำของบประมาณโดยส่งสเปคให้ และบางโรงพยาบาลถูกเร่งรัดข่มขู่ให้จัดทำคำขอ บริษัทดังกล่าวคือบริษัท Imed มีผู้ถือหุ้นรายหนึ่งคือ นพ.เศรษฐพันธ์ อัตถากรวัฒน์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผอ.สบภ.ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำคำของบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์ทั้งหมด กว่า 7,000 รายการ
-เครื่องช่วยหายใจ มีการจัดสรรเกินความจำเป็น ทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ และไม่ตรงกับความต้องการ เช่น รพ.ป่าโมก รพ.โพธิ์ทอง รพ.ไชโย และ รพ.แสวงหา จ.อ่างทอง ไม่มีอายุรแพทย์ แต่ได้รับจัดสรรเครื่องช่วยหายใจชนิดวัดความจุปอดได้ ส่วน รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ ต้องการเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพราะไฟฟ้าดับบ่อย แต่ไม่ได้ กลับได้เครื่องช่วยหายใจแบบหย่าเครื่องอัตโนมัติแทน รพ.สกลนคร ต้องการเครื่องช่วยหายใจชนิดธรรมดา 6 เครื่อง แต่กลับได้ชนิดวัดความจุปอด 3 เครื่อง ทำให้เปิดไอซียูเพิ่มอีก 6 เตียงไม่ได้

-เครื่องดมยาสลบ มีการจัดสรรเครื่องที่มีระบบการทำงานสูงเกินความจำเป็น ทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ เช่น รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย รพ.สมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ รพ.สมเด็จพระยุพราชยะหา จ.ยะลา รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทย จ.พิษณุโลก รพ.หลังสวน จ.ชุมพร, รพ.พาน จ.เชียงราย ได้รับจัดสรรเครื่องแบบมีระบบวัดความลึกของการสลบ (BIS Monitor) ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็น แต่ทำให้ราคาแพงเกินเหตุ บางโรงพยาบาล เช่น รพ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี รพ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี รพ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ได้รับเครื่องดมยาสลบแบบมีเครื่องบันทึกการใช้ยาของวิสัญญีแพทย์ (Electronic Charting) ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็นและทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ

-เครื่องควบคุมการทำงานของหัวใจกลาง (Central Monitor) มีการจัดทำคำของบประมาณในราคาแพงเกินสมควร และแตกต่างกันมาก 3-10 ล้านบาท และมีการระบุข้อความที่เข้าข่ายเป็นการล็อคสเปคเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัทที่ครองตลาดอยู่เดิม คือข้อความว่าต้อง “เชื่อมต่อกับระบบเดิมได้”

-เครื่องเอ็กซเรย์เต้านม (Mammogram) มีการจัดสรรเครื่องแบบดิจิตอล ในราคาแตกต่างกันมาก 17-28 ล้านบาท เครื่องแบบดังกล่าวราคาแพงกว่าแบบฟิล์ม 3-5.6 เท่า โดยที่คณะทำงานด้านบริการป้องกันโรคของสหรัฐมีคำแนะนำว่าเครื่องทั้ง 2 แบบ ให้ผลลัพธ์การทำงานไม่แตกต่างกัน เพราะแบบดิจิตอลที่มีราคาแพงมาก ไม่มีผลต่อการลดอัตราตายจากโรคมะเร็งเต้านม
-เครื่องสลายนิ่ว ไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ
– มีการเขียนโครงการจัดซื้อในลักษณะเร่งรัดผิดสังเกต โดยกำหนดสเปคที่อาจไม่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ และตั้งราคาสูงเกินสมควร บริษัทจำหน่ายเครื่องเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ รมช.สธ.
-เครื่องทำลายเชื้อด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด (ยูวี-แฟน) มีการจัดสรรให้ รพ.ชุมชนแห่งละ 1 เครื่อง รวม 800 เครื่อง ในราคาสูงเกินสมควร มีผู้เกี่ยวข้องในการสั่งการมาก
-รถปิคอัพดับเบิลแค็บ 320 คัน ราคาแพงเกินสมควร คันละ 1.72 แสนบาท และรถปิคอัพแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อีก 42 คัน ซึ่งแพงเกินสมควรคันละ 1 แสนบาท รวมมูลค่าที่แพงเกินสมควร 59.24 ล้านบาท
-รถพยาบาล มีความพยายาม “ฮั้ว” ซึ่งหากฮั้วสำเร็จจะทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณคันละ 1 แสนบาท รวม 800 คัน มูลค่า 80 ล้านบาท โดยอาจมีการลดคุณภาพอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ประจำรถ ซึ่งเป็นการไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย

-ยูนิตทำฟัน 400 เครื่อง จากสถาบันพระบรมราชชนก ราคายูนิตละ 6 แสนบาท เทียบกับที่จัดสรรให้สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ยูนิตละ 415,000 บาท จึงแพงกว่ายูนิตละ 185,000 บาท รวมแพงเกินสมควร 74 ล้านบาท
ครุภัณฑ์ทั้ง 12 รายการ หากมีการทบทวนจะประหยัดงบประมาณได้ 719.74 ล้านบาท และป้องกันการสูญเสียในอนาคตได้ 645-1,308 ล้านบาท

3.รถพยาบาล
-มีการเสนอของบประมาณเพื่อจัดซื้อรถพยาบาล 800 คัน ในโครงการไทยเข้มแข็งจริง
-น่าเชื่อว่ามีการไปร่วมกินอาหารเย็นกันที่ภัตตาคารไดแนสตี้ในโรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 จริง โดยผู้ร่วมกินอาหาร ประกอบด้วย ผู้ประกอบการรถพยาบาลรายใหญ่ในประเทศไทย ทั้ง 2 ราย (บริษัท พูลภัณฑ์พัฒนา จำกัด 2 คน และบริษัท สุพรีม โปรดักส์ จำกัด 2 คน) นายสุทธิชัย ธรรมประมวล ที่ปรึกษา รมช.สธ. นายมานิต นพอมรบดี รมช. และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เลขานุการ รมว.สธ.
-น่าเชื่อว่าในการกินอาหารในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว มีความพยายามในการเจรจาให้มีการฮั้วกันเรื่องการจัดซื้อรถพยาบาลจริงด้วย

สูบ
เหตุผลดังนี้
1.แม้คำให้การของผู้บริหารระดับสูงของ สธ.จะเป็นเพียง “พยานบอกเล่า” แต่เนื้อหาสาระสำคัญตรงกันกับคำบอกเล่าของพยานในเหตุการณ์จริงทุกประการ ทั้งเรื่องชื่อบริษัทรถที่มีการไปขอล็อคโควต้า ชื่อล็อบบี้ยิสต์ที่ทำหน้าที่เจรจา วิธีการฮั้ว จำนวนเงินผลประโยชน์ต่อคันที่ขอ และการแจ้งว่าถ้าไม่ร่วม “ฮั้ว” ก็จะไม่มีโอกาสได้งานนี้ เป็นต้น
2.นางศิริวรรณ ยอมรับว่าได้ไปพบปะ รมช.สธ.ในห้องอาหารดังกล่าว ในวันเวลาดังกล่าวจริง
3.นายมานิต ยอมรับว่าได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว ในวัน-เวลา ตามข่าวจริง และได้พบกับนางศิริวรรณจริง แม้จะอ้างว่าไปพบเพื่อนเก่าชื่อนายวิจิตร และไม่ได้พบนายสุทธิชัย ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะอ้างว่านายวิจิตร ไปขอพบถึงหน้าห้อง แต่ไม่ได้ให้เข้าพบ และได้นัดพบตอนเย็นหลังเลิกงานแทน โดยที่นายมานิตย้ำว่า ปกติตนจะกลับพื้นที่ราชบุรีเป็นประจำทุกวัน เว้นเฉพาะเมื่อมีภารกิจจำเป็น เมื่อเพื่อนเก่ามาขอพบถึงหน้าห้องกลับไม่ให้เข้าพบ แต่นัดให้ไปพบตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่ตนจะกลับราชบุรี การที่ต้องเดินทางไปที่โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าวเวลาหัวค่ำ ย่อมต้องเสียเวลามาก เพราะบริเวณนั้นรถติดมาก เมื่อไปพบก็อ้างว่าพบกันเพียง 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งผิดวิสัย สำหรับนายสุทธิชัย นายมานิต รับว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก เพราะเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ในคณะและแผนกเดียวกัน เมื่อเรียนจบยังมาทำงานด้วยกันและมีที่ทำการบริษัทอยู่สถานที่เดียวกัน เมื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ได้แต่งตั้งให้นายสุทธิชัยเป็นที่ปรึกษา แต่น่าแปลกที่มอบหมายงานทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งนายสุทธิชัยไม่มีความ รู้ความชำนาญให้ทำ คือ เรื่องวัคซีนไข้สมองอักเสบ เจอี และเรื่องโรคชิคุนกุนยา
4.นายสุทธิชัย ยอมรับว่าสนิทสนมกับนายมานิต เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเรียนจบก็มาตั้งบริษัทรับเหมาด้วยกัน และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา เมื่อนายมานิตได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.สธ.โดยได้รับให้คำปรึกษาเรื่องโรคชิคุนกุนยา และเรื่องการก่อสร้างอาคารในบริเวณที่มีแผ่นดินไหวซึ่งตนเป็นวิศวกร แต่ไม่ระบุว่าที่กระทรวงหรือหน่วยงานอื่นมีการพิจารณาเรื่องอาคารสำหรับ บริเวณที่มีแผ่นดินไหวในประเทศไทยหรือไม่ นายสุทธิชัยยืนยันว่าตนไม่ได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 อย่างไรก็ดี
นายสุทธิชัยยอมรับว่าในวันดังกล่าว นายวิจิตรซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ไปหาตนที่กระทรวงสาธารณสุข ช่วง 09.00-11.00 น. ได้พบตน แต่ไม่ได้พบนายมานิตโดยอ้างว่านายมานิตไม่อยู่ ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของนายมานิต และนายสุทธิชัยยังยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับนางศิริวรรณเลย ทั้งๆ ที่ห้องที่ปรึกษาที่ตนเข้าไปทำงานเป็นประจำกับห้องทำงานของนางศิริวรรณอยู่ ใกล้ๆ กัน กรณีที่อ้างว่า ทีมงานของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย “เกาเหลา” กัน ก็ขัดต่อข้อเท็จจริงที่นางศิริวรรณได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการว่าตนได้ไปที่ โรงแรมเซนทารา และเมื่อทราบว่ารัฐมนตรีช่วยกินอาหารอยู่ที่ภัตตาคารไดแนสตี้ยังได้ขึ้นไปพบ และร่วมกินอาหารด้วย รวมทั้งเมื่อมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับเรื่องนี้มีการระบุชื่อย่อผู้เกี่ยวข้อง มีอักษร “ส” อยู่ด้วย นายสุทธิชัยก็เฉยๆ คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า
คำให้การของนายสุทธิชัยมีพิรุธ ไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะเรื่องนายวิจิตรกับนายมานิต และเรื่องที่ไม่รู้จักกับนางศิริวรรณ คณะกรรมการไม่แปลกใจที่นายสุทธิชัยจะให้การว่าไม่ได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้ เมื่อเย็นวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 สอดคล้องกับคำให้การของนายมานิต ซึ่งก็ให้การว่าไม่พบนายสุทธิชัยในห้องอาหารที่ภัตตาคารไดแนสตี้มีข้อสังเกต ว่าเมื่อคณะกรรมการได้เรียกนายสุทธิชัยมาให้ถ้อยคำครั้งแรก เพื่อให้ไม่มีเวลาซักซ้อมกับนายมานิต นายสุทธิชัยอ้างติดภารกิจในต่างจังหวัด และได้ขอไปให้ถ้อยคำในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2552 แทน ซึ่งเหตุผลความจำเป็นเรื่องติดภารกิจไปปลูกต้นไม้ น่าจะไม่ใช่เหตุผลสมควร
สรุปแล้ว คณะกรรมการเชื่อว่า มีความพยายามดำเนินการเพื่อให้มีการ “ฮั้ว” การจัดซื้อรถพยาบาล 800 คัน ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจริง โดยมีการขอผลประโยชน์ คันละ 1 แสนบาท ซึ่งตรงกับการขอปรับราคารถพยาบาลที่เคยจัดซื้อได้เดิมคันละ 1.7 ล้านบาท เป็นคันละ 1.8 ล้านบาท ซึ่งหากไม่มีเรื่องราวปรากฏเป็นข่าว ก็อาจมีการ “ฮั้ว” สำเร็จ และวงเงินผลประโยชน์ในรายการนี้ก็สูงถึง 80 ล้านบาท

4.เครื่องยูวี-แฟน
-การของบประมาณรายการเครื่องยูวี-แฟน เป็นการจัดสรรจากส่วนกลางจริง โดยไม่มีคำขอจากหน่วยงานผู้ใช้

-การจัดสรรงบประมาณรายการเครื่องยูวี-แฟน เป็นการจัดสรรที่ผิดหลักเกณฑ์ เพราะราคาต่อหน่วยเพียง 40,000 บาท ขณะที่หลักเกณฑ์กำหนดว่าครุภัณฑ์การแพทย์สำหรับบริการทุติยภูมิให้มีราคา ตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป ครุภัณฑ์ราคา 40,000 บาทโรงพยาบาลต่างๆ สามารถใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลจัดซื้อได้เอง

-มีการเร่งรัดให้หน่วยงานดำเนินการจัดซื้อจริง ที่ จ.สงขลา โดยจังหวัดสั่งการให้ดำเนินการ “ด่วนที่สุด” โดยใช้สเปคของบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย จำกัดจริง ซึ่งสเปคดังกล่าวมีความบกพร่องและมีลักษณะเป็นการล็อคสเปคให้แก่สินค้าของ บริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย

-มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการให้บรรจุรายการเครื่องยู วี-แฟน เข้าในโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ !!!

 

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

 

 

 
แค่ “บางโครงการอาจไม่ตรงความต้องการ”..มาร์คอุ้ม โกงไทยเข้มแข็งสธ.ถลุงสนุก 8.6หมื่นล้าน!!

คงได้เห็นกันชัดเจนขึ้นบ้างแล้วว่า “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นั้นได้สร้างความเสียหายขนาดไหน 
โดยเฉพาะที่ได้นำเสนอไปในส่วนของ “โครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข” ที่มีงบประมาณ 86,000 ล้านบาท ซึ่งทั้ง “เครื่องทำลายเชื้อโรค (ยูวี แฟน) จากเครื่องละ 5 แสน เป็นเครื่องละ 1.2 ล้าน
หอพักพยาบาลจากปกติราคากลางอยู่ที่ห้องละ 6 แสน กลับสูงขึ้นกว่า 2 เท่านิดๆ เป็น 1.3 ล้าน
งบก่อสร้างแฟลตพยาบาลปีก่อนราคากลาง 7.6แสนบาท แต่พุ่งพรวดเป็น 1.2 ล้านบาท
งบก่อสร้างอาคารขนาด 24 ห้อง ซึ่งก่อนหน้านี้กำหนดราคากลาง 6.8 ล้านบาท กลับกลายเป็น 9.5 ล้านบาท
งบก่อสร้างอาคารผู้ป่วยปีก่อน ราคากลาง 5.2 ล้านบาท ปีนี้ไทยเข้มแข็งล่อเข้าไป 7.9 ล้านบาท
ซึ่งถ้าพิจารณาจากราคากลางของปีก่อน หน้านี้ เปรียบเทียบกับราคากลางของงบไทยเข้มแข็งที่ดำเนินการก็จะเห็นว่ามีการดัน ราคากลางสูงจากปีก่อนถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์
แล้ว “โครงการ” ตาม “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ที่รวมๆเม็ดเงินงบประมาณ จาก พรก.และ พรบ.กู้เงิน กว่า 8 แสนล้าน บวกกับเงินงบประมาณจากภาคส่วนอื่นๆ ที่ถูกดึงเข้ามาใช้จ่ายในปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ทั้งหมดรวมแล้วกว่า 1.4 ล้านล้านบาทนั้น…ตัวเลขการ “คอรัปชั่น” จะสูงขนาดไหน ???
แทบไม่อยากจะคำนวณ !!!
แต่กรณี “ทุจริต” โครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ทำให้ “วิทยา แก้วภราดัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข “มานิตย์ นพอมรบดี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข “แม่เลี้ยงติ๊ก” ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เลขานุการ รมว.สาธารณสุข และ พิเชษ พัฒนโชติ ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข และคณะ ต้องหลุดออกจาก “เก้าอี้” ในท้ายที่สุด

อุ้มโกง
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจ ก็คือก่อนหน้าที่ทั้งหมดจะจำใจ “ยื่นใบลาออก” จาก “ตำแหน่ง” ในเวลาใกล้เคียงกัน ด้วยเพราะจำนนต่อ “กระแสกดดัน” จาก “สังคม” ไม่ไหว “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะออกตัวปกป้อง ตลอดเวลา ด้วยการยืนยันว่า “ไม่เชื่อว่าคน ปชป.จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต”
โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2552 นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า “ต้องย้ำว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุขนั้นเกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนการของบ ประมาณ ซึ่งปัญหานี้ก็กำลังดำเนินการแก้ไข ส่วนที่มีการระบุชื่อย่อ ต.และ ม.ซึ่งสอดคล้องกับนักการเมืองที่ดูแลโครงการอยู่นั้น ทางกระทรวงก็กำลังดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอยู่ หากใครมีข้อมูลก็สามารถส่งมาได้ โดยจะดูข้อร้องเรียนและข้อกล่าวหาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้ก็ประสานกับคนที่กระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว และมีการขอข้อมูลโดยเฉพาะจากกลุ่มแพทย์ชนบท แต่ในวันที่ได้พูดคุยกันนั้น เขาเพียงแต่บอกว่าให้ระมัดระวัง เพราะมีบางโครงการที่ไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริง แต่ยังไม่ได้ให้ข้อมูลในเชิงลึก แต่อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่า ใครมีข้อมูลเชิงลึกก็ขอให้ส่งมา
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มั่นใจในตัว นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข แค่ไหน ว่า จะมีความโปร่งใสและซื่อสัตย์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ได้พูดคุยกับนายวิทยามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลุ่มแพทย์ชนบทได้เตือนมา ก็เห็นว่า นายวิทยา ได้ติดตามและรายงานให้ตนทราบอยู่ตลอด ก็ถือว่าเอาใจใส่อยู่”
สุดท้าย “คำพูด” ของ “อภิสิทธิ์” ก็ไม่สามารถทัดทานต่อ “ข้อมูลความผิดปกติ” ที่พรั่งพรูออกมาได้
“อุ้ม” ยังไง ก็หนี “กรรม” ไม่พ้น !!!

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52
ถลุง86,000ล้าน!ไทยเข้มแข็งสธ. 2รมต.รัฐบาลอภิสิทธ์ดับกลางอากาศ ผลสอบมัดเจตนาไม่สุจริต

 หนึ่งในโครงการ ตาม “แผนปฏิบัติการณ์ไทยเข้มแข็ง” ของ “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาทนั้น “โครงการไทยเข้มแข็งปี 2552” ของ “สาธารณสุข” นั้นกลายเป็นหนึ่งใน “แผลเป็น” สำคัญของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เลยทีเดียว 

เพราะนอกจากประเด็น ด้าน “งบประมาณ” ของที่สูงกว่า 86,000 ล้านบาท แล้ว“โครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข” ยังเป็นโครงการที่ถูก “เปิดโปงการทุจริต” จน “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข” และ “รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข” ของ “รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์” พร้อม “ทีมที่ปรึกษารัฐมนตรี” ต้องระเห็จออกจาก “ตำแหน่ง” หลังจากดำเนินโครงการได้ไม่กี่วัน
โดย “โครงการไทยเข้มแข็งปี 2552” ของ “สาธารณสุข” นั้นมีงบประมาณสูงกว่า 86,000 ล้านบาท แต่โครงการส่วนใหญ่กว่า 80 % เป็นโครงการก่อสร้าง นอกจากนั้นก็จะกระจายตัวเป็นโครงการเล็กๆน้อยๆ ที่ไร้ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุข
นอกจากนี้ยังกระจุกตัวเฉพาะ “โรงพยาบาล” ใน “เมืองใหญ่” ที่เป็นพื้นที่ทางการเมืองของ “พรรครัฐบาลประชาธิปัตย์”
ทำให้หลายฝ่ายในขณะนั้นเป็นส่วนเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินโครงการที่ไร้ ยุทธศาสตร์ จะทำให้โครงสร้างการบริการด้านสาธารณสุขในอนาคตบิดเบี้ยว และเป็นภาระในระยะยาวได้

ใครเข้มแข็ง

หลังจากนั้นไม่นาน “กลุ่มแพทย์ชนบท” ก็ออกมาเคลื่อนไหวเปิดโปงข้อมูลการทุจริต “โครงการไทยเข้มแข็งสาธารณสุข” ในพื้นที่ต่างๆมากมาย

ถึงขั้นที่เรียกว่า จุดเทียนประท้วงความมืดมิดของกระทรวงสาธารณสุขยุคนั้น
สะเทือนถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้ารัฐบาลในขณะนั้น จนสุดท้าย “รัฐบาล” และ “กระทรวงสาธารณสุข” ก็จำใจจะต้องตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนโครงการทุจริตไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุข” และรายงานเรื่องนี้โดยตรงถึงนายกรัฐมนตรี
ไม่นานนัก 28 ธันวาคม 2552 ผลการสอบสวนของ “คณะกรรมการฯ”ก็ออกมาพร้อมหลักฐานการทุจริตกว่า 4,733 แผ่น โดยเนื้อหาระบุอย่างชัดเจนว่า 1.การดำเนินการจัดตั้งงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขตามข้อร้องเรียน ส่อไปในทางที่จะทำให้เกิดการทุจริตจริง เพราะการจัดทำงบประมาณไม่เป็นไปตามหลักการและวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 พ.ศ. 2552 ที่มุ่งให้มี “การลงทุนของภาครัฐในโครงการที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไทยในอนาคต” และไม่ “เป็นไปอย่างรัดกุม มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า”
2. การขอตั้งงบประมาณทั้งสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์การแพทย์ และรถพยาบาล มีความผิดพลาดมากมาย การกระจายตัวไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และราคาที่ตั้งไว้สูงเกินสมควร และมีพฤติกรรมบางอย่างที่ส่อเจตนาในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้อง แทนที่จะทำให้ไทยเข้มแข็งสมเจตนารมณ์ จะกลับทำให้ประเทศชาติอ่านแอลง ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญดังนี้
2.1 งบประมาณสิ่งก่อสร้าง มุ่งเน้นการสร้างความเจริญในตัวจังหวัด แทนที่จะกระจายสู่อำเภอรอบนอก ทำให้เกิดช่องว่างของคุณภาพบริการสาธารณสุขระหว่างตัวจังหวัด และอำเภอรอบนอก จึงทำให้ประชาชนต้องหลั่งไหลเข้าไปรับบริการในตัวจังหวัดมากขึ้น สร้างทั้งภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มความเสี่ยงระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะกรณีของผู้ป่วยที่มีอาการหนัก
2.2 งบประมาณสิ่งก่อสร้าง มีความกระจุกตัวในบางจังหวัด เช่น จังหวัดราชบุรี ทั้ง ๆ ที่มีโรงพยาบาลระดับจังหวัดถึง 3 แห่ง และมีโรงพยาบาลศูนย์อีก 1 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จังหวัดหนึ่งมีโรงพยาบาลระดับจังหวัดเพียงแห่งเดียว ขณะที่บางจังหวัดซึ่งขาดแคลนกลับได้รับการจัดสรรน้อย
2.3 งบประมาณคุรภัณฑ์การแพทย์ มีการจัดซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น และราคาแพงจำนวนมาก นอกจากเป็นการสิ้นเปลืองแล้ว ยังเป็นภาระในการบำรุงรักษา ครุภัณฑ์บางอย่างหน่วยงานไม่ได้ต้องการหรือขอมา กลับจัดสรรให้โดยส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่ง ครุภัณฑ์การแพทย์เหล่านี้ล้วนต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งสิ้น
2.4 งบประมาณส่วนใหญ่ มุ่งเน้นที่สิ่งก่อสร้างและครุภัณฑ์การแพทย์ แต่งบประมาณสำหรับการสร้างและพัฒนาบุคลากรกลับไม่ได้สัดส่วน ทำให้สิ่งก่อสร้างและเครื่องมือแพทย์ที่ใช้เงินจำนวนมาก การจัดซื้อจัดจ้างไว้ใช้ประโยชน์จึงได้ไม่คุ้มค่า
3. เหตุของความบกพร่องผิดพลาด ส่อไปในทางที่จะนำให้เกิดการทุจริต สรุปสาระ ใหญ่ ๆ ได้ 3 ประการ ได้แก่
3.1 ข้าราชการประจำอ่อนแอ ปลัดกระทรวงและรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายขาดความรับผิดชอบ ไม่ให้ความสำคัญกับโครงการนี้เท่าที่ควร และควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ รวมทั้งควรมีการกำหนดนโยบาย และหลักเกณฑ์การพิจารณา ทั้งในเรื่องการกระจายงบประมาณอย่างเหมาะสม และการพิจารณากำหนดราคาที่สมควร
การที่ผู้บริหารระดับสูงไม่เป็นผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วยตนเอง ประกอบกับการไม่มีคณะกรรมการมาร่วมพิจารณา และไม่มีหลักเกณฑ์วางไว้ งานจึงไม่มีระบบมักเปลี่ยนแปลงตามใจของผู้มีอำนาจ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะต้องรับผิดชอบในความบกพร่องครั้งนี้ เพราะส่อเจตนาไม่สุจริต เอื้อให้มีการกระทำตามใจชอบ และเปิดทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง และไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่กลับมีพฤติกรรมก้าวก่าย ล้วงลูก กดดัน ให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินความจำเป็นเพื่อไปลงในพื้นที่ของตนเอง และส่อเค้าว่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับเรื่องการจัดซื้อรถพยาบาลด้วย 
คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้วจึงมีข้อเสนอสรุปสาระดังนี้

บ๊ายบาย

(1) ควรมีการทบทวนการพิจารณาโครงการใหม่ทั้งหมด ทั้งรายการสิ่งก่อสร้าง รายการครุภัณฑ์การแพทย์ และรายการรถพยาบาล ทั้งในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมอื่น ๆ โดยเฉพาะกรมการแพทย์ รวมทั้งโครงการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะต้องได้งบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสม และควรที่จะดำเนินการโดยมุ่งคุณภาพ เพื่อให้เกิดการสร้างความเข้มแข็งของประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำให้ประเทศชาติอ่อนแอลงและสร้างปัญหาในระยะยาว โดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มาดูแลและเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง ควบคู่กับการจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างสมเหตุสมผล โปร่งใส เลือกใช้บุคลากรกระทรวงสาธารณสุขที่มีคุณภาพมาช่วยกัน ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน
(2) ควรมีการสอบสวนข้าราชการประจำที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่ยังรับราชการและที่เกษียณอายุไปแล้ว ในกรณีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่เข้าข่ายว่าเป็นความผิดที่ได้ทำมา เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
(3) ควรพิจารณาดำเนินการกับนักการเมืองที่เกี่ยวข้องตาม “กฎเห็น 9 ข้อ” ของนายกรัฐมนตรี ที่แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก (23 ธ.ค.51) โดยเฉพาะในข้อ 2 ที่ “เน้นให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด” และข้อ 9 ที่ระบุว่า “ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้นมีมาตรฐานที่สูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย”
หลังจากนั้น ทีมที่ปรึกษาของ นายวิทยา แก้วภราดรัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำโดยนายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ ก็ลาออกจากตำแหน่ง รุ่งขึ้น “นายวิทยา แก้วภราดรัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ตัดสินใจทิ้งเก้าอี้ “รัฐมนตรี”
ให้หลังกันไม่กี่วัน “นายมานิตย์ นพอมรบดี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ต้องทิ้งเก้าอี้ไปอีกคน
คงเหลือแต่ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี หัวหน้ารัฐบาล หัวหน้าคณะรัฐมนตรี และ “ผู้นำ” ในขบวน “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง” ที่กลับนั่งหน้าหล่ออยู่ในตำแหน่งต่อไป เหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น !!!

 

ถือแถน
ถือแถน's picture
Offline
Last seen: 1 month 3 weeks ago
Joined: 06/01/2013 - 20:50

ตอนนี้ยังตามได้ไม่หมดที่อนุมัติคืนเดียวเป็นแสนล้าน

ว่าเอาไปซุกไว้ที่ไหนอีกครับ

วันนี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะได้แจงในสภา

แต่จะทำได้แค่ไหนนั่นแหละปัญหา 

เห็นคุณชัชชาติ พูดเมื่อวาน น่าจะพอเป็นที่หวังของบ้านเมืองได้

 

ตาไผ่
ตาไผ่'s picture
Offline
Last seen: 24 min 50 sec ago
Joined: 06/01/2013 - 21:42

44.gifแข็ง แข็ง

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

 

 

รำลึกฉายารบ.อภิสิทธิ์52 ฉลองมหกรรมหม่ำไทยเข้มแข็ง2555…ใครเข้มแข็ง(วะ)?

“แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” นับเป็นผลงานสุดภาคภูมิใจของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “พรรคประชาธิปัตย์”
เพราะด้วยงบประมาณ “หลายแสนล้านบาท” ที่ถูกนำมาใช้ในแผนปฏิบัติการดังกล่าว ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่เป็นรัฐบาล ได้ทำให้ “รัฐมนตรี” แต่ละคนขณะนั้นเข้าไปมี “บทบาทเด่น” ในสายตาสื่อมวลชนและประชาชนในทันที
จนทำให้ “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” กลายเป็น “ผลงานชิ้นโบดำ” ติดใบหน้าหล่อของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มาจนถึงทุกวันนี้
ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดู “ปฏิกิริยา” ที่เกิดต่อ “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ในทันทีที่เริ่มดำเนินการในปี 2552 ทันทีก็จะพบว่า “สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล” ได้ตั้งฉายา “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “รัฐมนตรี” ประจำปี 2552 เอาไว้ในช่วงส่งท้ายปีเก้า 2552 ต้อนรับปีใหม่ 2553 ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติเป็นประจำทุกปีเอาไว้อย่างน่าสนใจ และสามารถสะท้อน “ความล้มเหลว” ไปจนถึง “การทุจริต” ของโครงการตาม “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งรัฐบาลประชาธิปัตย์” ได้ดีที่สุด

ฉายารัฐบาล : ใครเข้มแข็ง?
รัฐบาล ประกาศแผนพลิกฟื้นประเทศไทยให้พ้นจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ผ่านแผนปฏิบัติการ “ไทยเข้มแข็ง” เพื่อลงทุนยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้พ.ร.บ. และพ.ร.ก. เงินกู้รวม 8 แสนล้านบาท เมื่อโครงการนี้ไปสู่การปฏิบัติมีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล ความไม่โปร่งใส จนเกิดคำถามว่าการสร้างหนี้เพื่อฟื้นประเทศไทยทำให้ใครเข้มแข็งระหว่าง ประชาชน หรือนักการเมือง

ฉายานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี : หล่อหลักลอย
เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีภาพลักษณ์ดี หน้าตาดี การศึกษาดี จึงมีแม่ยกเป็นจำนวนมาก มักประกาศจุดยืนและหลักการด้านประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อรับตำแหน่งได้ประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อให้ ครม. มีความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่เมื่อรัฐมนตรีบางคนมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย หรือมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส กลับไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นั่นเท่ากับไม่สามารถกำกับให้กฎเหล็กมีผลใช้บังคับได้ หลักที่เคยประกาศไว้จึงเหมือนคำพูดที่เลื่อนลอย ไม่เป็นไปตามหลักการที่วางไว้

ใครเข้มแข็งวะ

ฉายานายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ช่างจัดฉาก
เป็นคนสนิทของนายกฯ กำกับดูแลสื่อของรัฐ มักเปรียบเปรยว่าตัวเองเป็น “อิมเมจ เมเกอร์” พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกให้รัฐบาล เป็นจอมจัดการ เช่น การจัดคิวให้นายกฯ และครม. ลงพื้นที่ จัดฉากให้ครม. ออกทีวีวิทยุ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล ทว่าเสียงสะท้อนกลับติดลบเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง” ที่ให้ทุกจังหวัดเกณฑ์คนมาร้องเพลงชาติ แต่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องงบประมาณ เสมือนช่างที่พยายามจัดฉากให้ดูดี แต่ไม่มีเนื้องานเป็นรูปธรรม

ฉายานายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี : กั๊ก-กอบ-โกย
ขึ้นชื่อว่าเป็นรองนายกฯ จอมตรวจสอบ กั๊ก และคอยดักจับโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล จนเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ และถูกแกนนำพรรคร่วมตั้งสมญาว่า “พ่อชุนละเอียด” แต่ไปๆ มาๆ กลับสะดุดขาตัวเอง เมื่อพบปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากการแต่งตั้งน้องชายเป็นรองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ที่มีตัวเองเป็นประธาน สุดท้ายทั้งพี่และน้องก็ฝ่าแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว จำต้องโกยออกจากตำแหน่ง แม้กระทั่งตำแหน่งตัวเองก็ต้องโกยออกไปเป็นเลขาธิการนายกฯ

ฉายา นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม : ภูมิใจ “นาย”
ไม่เคยทำงานบริหาร และผ่านงานคมนาคมมาก่อน แต่เป็นลูกน้องคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ จึงได้รับความไว้วางใจให้คุมกระทรวงเกรดเออย่างกระทรวงคมนาคม จากนักการเมืองโนเนมจึงมีชื่อติดกระแสขึ้นมา การเสนอโครงการเป็นไปตามใบสั่ง “นาย” แทบทุกโครงการ โดยเฉพาะโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน หลังต่อสู้กับพรรคร่วมหลายรอบ เป็นโต้โผใหญ่ในการเปิดบ้านพักที่จ. บุรีรัมย์ต้อนรับนายกฯ แทนลูกพี่ โดยไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาปั่นป่วน จึงถือเป็นลูกน้องที่สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้เป็น “นาย” อย่าง “เนวิน”

หม่ำ

ฉายา นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง : “ทวิต-กู้”
เป็นขุนคลังที่ประชาชนจดจำผลงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ นอกจากภาพการกู้เงินที่เป็นไม้ตายการแก้ปัญหา แต่ภาพของนายกรณ์ในโลกไซเบอร์คือนักโพสต์มือ 1 ผ่านเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และไฮไฟว์ มักเข้าไปอัพเดทภาพ-ข่าวของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งขณะนั่งประชุมครม. ก็ยังทวิตข้อความและรูปภาพให้สมาชิกได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ในช่วงที่ถูกโจมตีเรื่องการทำงาน บางครั้งศรีภริยาก็ออกมาทวิตแก้ต่างให้ สมเป็นขุนคลังออนไลน์ที่มีผลงานกู้เร็วทันใจราวกับไฮ-สปีด อินเตอร์เน็ต
ซึ่งฉายารัฐบาลอภิสิทธิ์ ปี 2552 จาก “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ทั้ง “ใครเข้มแข็ง-หล่อหลักลอย-กรณ์ ทวิต-กู้ – กั๊ก กอบ โกย” ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ “พรรคประชาธิปัตย์” แกล้งลืมไปเสียเฉยๆ … แต่ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปยังจำได้ !!!

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52
ปชป.สไตล์ กินง่ายไทยเข้มแข็ง..แยกรับประทาน กระจายโครงการ-งบฯ-ความเสี่ยง เลี่ยงตรวจสอบ

“แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสอง ในระยะเวลา 3 ปี ภายใต้วงเงินงบประมาณจาก พ.ร.ก.และพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน “8 แสนล้านบาท”(แปดแสนล้านบาท)
แต่ไม่กี่เดือนที่เริ่มโครงการ “วิทยา แก้วภราดรัย” รมว.สาธารณสุข และ “มานิตย์ นพอมรบดี” รมช.สาธารณสุข ก็กลายเป็น 2 รัฐมนตรีแรกๆ ที่ถูก “คณะกรรมการสอบสวนโครงการไทยเข้มแข็งกระทรวงสาธารณสุข” 86,000 ล้านบาท (แปดหมื่นหกพันล้านบาท) ชี้ว่า “เจตนาไม่สุจริต” จนต้องออกจากตำแหน่ง
ในช่วงใกล้เคียงกันกับที่ “กอร์ปศักดิ์ สภาวะสุ” รองนายกรัฐมนตรี “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็คืออีกคนหนึ่งที่ต้องตกเก้าอี้ “รองนายกรัฐมนตรี” จาก “โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน” หรือ “ชุมชนพอเพียง” ที่มีงบประมาณสูงถึง 20,000 ล้านบาท (สองหมื่นล้านบาท) ภายหลังจากข้อมูลการทุจริตพรั่งพรูออกมาราวเขื่อนแตก !!!
ซึ่งเมื่อตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดตาม “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ในรายละเอียดตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ จะพบว่า “กระทรวง”ภายใต้การกำกับดูแลของ “พรรคประชาธิปัตย์” ในฐานะ “แกนนำจัดตั้งรัฐบาล” จะได้รับการจัดสรรสูงสุดอย่างน่าประหลาด
แล้วงบประมาณส่วนที่เหลือก็จะค่อยๆ ผ่องถ่ายไปยัง “พรรคร่วมรัฐบาล” อื่น อย่าง “พรรคภูมิใจไทย” ของ “เนวิน ชิดชอบ” ที่อิ่มหมีพลีมันเป็นอันดับต่อมา
โดย “พรรคประชาธิปัตย์” หลังจากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ได้ตั้งงบกลางมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจยกแรก “1.167 แสนล้านบาท” ในงบประมาณปี 2552
ซึ่งงบก้อนนี้อยู่ในการบริหารจัดการของพรรคประชาธิปัตย์เป็นส่วนใหญ่ คือ 7.4 หมื่นล้านบาท อาทิ “โครงการช่วยเหลือบุคลากรภาครัฐ” ที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน โดยช่วยเหลือค่าครองชีพคนละ 2,000 บาท ใช้งบ 2,652 ล้านบาท
โครงการค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงานเพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจและสังคมในชุมชน 6,900 ล้านบาท
โครงการเช็คช่วยชาติ 2,000 บาทต่อผู้ประกันตน จำนวน 8,138,815 คน
โครงการเรียนฟรี 15 ปี ใช้งบประมาณ 2.46 หมื่นล้านบาท
โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน 15,200 ล้านบาท
โครงการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยให้กับข้าราชการตำรวจชั้นประทวน 1,808 ล้านบาท
โครงการปรับปรุงสถานีอนามัย 1,095 ล้านบาท

ส่วน “พรรคภูมิใจไทย” ที่ดูแลกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์นั้น ในงบกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งแรก ได้รับงบประมาณไปกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท โดยโครงการสำคัญได้แก่
โครงการจัดสร้างทางในหมู่บ้านของกรมทางหลวงชนบท 490 กิโลเมตร 1,500 ล้านบาท
กระทรวงมหาดไทยได้รับงบ 12,552 ล้านบาท เป็นโครงการสร้างหลักประกันรายได้ 9,000 ล้านบาท เบี้ยผู้สูงอายุคนละ 500 บาท
โครงการสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 15 ปี ได้รับงบ 552ล้านบาทให้กับโรงเรียนในกำกับของอปท. 1,036 แห่ง
โครงการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)และประชาชนในท้องถิ่น 3,000 ล้านบาท และกรมการค้าภายในได้รับจัดสรร 1,000 ล้านบาททำกิจกรรมธงฟ้า
เมื่อมาถึง โครงการไทยเข้มแข็งนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (2553-2555) โดยจะใช้งบมาจาก 3 ส่วนได้แก่ งบประมาณปี 2553 จำนวน 613,855 ล้านบาท เงินกู้จากพ.ร.ก.และพ.ร.บ. 8 แสนล้าน จำนวน 692,244 ล้านบาทและรายได้อื่นๆ 260,768 ล้านบาท อีกทั้งในปี 2554-2555 จะมีการใช้งบประมาณประจำปี 2554 และ 2555 มารวมด้วย จึงทำให้งบก้อนนี้เป็นงบก้อนใหญ่มหึมาและผูกพันเป็นระยะเวลาถึง 3 ปี
ปรากฏว่าตลอดยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก ในระยะเวลาไม่กี่ปี กลับถูกครหาเรื่องการทุจริตมากมาย ตามที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น
เพราะโครงการต่างๆ ตาม “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง” นั้นมีรูปแบบเฉพาะ คือโครงการส่วนใหญ่ จะเป็นโครงการ “ขนาดกลาง” และ “ขนาดเล็ก” แล้ว “กระจายตัว” เป็น “โครงการยิบย่อย” ลงไปในแต่ละที่ ซึ่งทำให้ “ยากต่อการติดตามตรวจสอบ”
แต่กลับปรากฏว่า “โครงการยิบย่อย” ที่กระจายตัวเป็นโครงการเล็กโครงการน้อย ไปในพื้นที่ต่างๆเหล่านั้น กลับถูกตรวจสอบโดยประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างมาก จนพบว่าทั้งในวงเสวนาของประชาชนและนักวิชาการ ในช่วงนั้นกลับมีการนำเสนอข้อมูลที่น่าตกใจคือ หลายโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งมีตัวเลขทุจริตสูงถึง 20-30% ของงบประมาณ
โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างขนาดเล็กใน พื้นที่ต่างๆ กลับยิ่งพบว่า สามารถทุจริตได้มากถึง 50-100% เนื่องจากในบางโครงการ เช่นโครงการขุดลอกคลอง ที่มีการตั้งงบประมาณเอาไว้ระดับ 5 แสน – 1 ล้านบาท บางโครงการกลับไม่พบว่ามีการขุดลอกคลองจริงตามที่ได้มีการกำหนดเอาไว้ในการ เสนอโครงการ
ซึ่งครั้งหนึ่ง หนังสือพิมพ์โพสท์ทู เดย์ เคยประเมินเอาไว้ว่า การทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง 230 โครงการ ภายใต้วงเงินงบประมาณ 199,960 ล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของโครงการทั้งหมดนั้น อาจจะมีการทุจริตสสูงถึง 49,990 ล้านบาท
โดยถ้าทุจริต 20 % จะทำให้เกิดความเสียหาย 39,999 ล้านบาท และถ้าทุจริต 25% จะมีความเสียหายเกิดขึ้นถึง 49,990 ล้านบาท

แดกสนุกไทยเข้มแข็ง2

ดังนั้นจุดนี้จึงกลายเป็น “จุดบอด” ของ “แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555” ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า งบประมาณจากโครงการที่กระจายตัวไปยังองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 25% ของงบประมาณทั้งหมดนั้นได้มีการดำเนินการจริงหรือไม่ หรือหากมีการดำเนินการจริง จนถึงวันนี้แต่ละโครงการมีความคืบหน้าหรือประสบความสำเร็จตามแผนที่กำหนดเอา ไว้หรือไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งบประมาณในส่วนของกระทรวงคมนาคม อาทิ “งบบำรุงรักษาทางหลวง” ที่กระทรวงคมนาคมได้งบในส่วนนี้ไปถึง 44,865 ล้านบาท หรืองานพัฒนาทางหลวง 9,100 ล้านบาท หรืองานอำนวยความปลอดภัย 12,870 ล้านบาท เพราะเป็นงบในลักษณะเดียวกัน คือมีรายละเอียดยิบย่อยจำนวนมาก ตรวจสอบยาก
รวมไปถึง “โครงการถนนไร้ฝุ่น” ที่สามารถทุจริตได้ง่าย ตั้งแต่รูปแบบการประมูล และผลประโยชน์จะตกไปอยู่กับ ส.ส.ที่เป็นนายทุนพรรค และผู้รับเหมาขนาดกลาง ซึ่งทำให้ ตรวจสอบยาก…แต่กินง่าย !!!

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

เปิด เมนู   ไทยเข้มแข็ง...

 

http://i2.wp.com/www.phranakornsarn.com/wp-content/uploads/2013/03/12.jpg

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

1

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

2

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

4

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

7

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

9

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

10

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

11

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

12

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

13

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

  แล้วคนไทยได้อะไร????????

 

 

ตาไผ่
ตาไผ่'s picture
Offline
Last seen: 24 min 50 sec ago
Joined: 06/01/2013 - 21:42

ได้สลื่ม ไม่ลืมหูลืมตา

ถือแถน
ถือแถน's picture
Offline
Last seen: 1 month 3 weeks ago
Joined: 06/01/2013 - 20:50

ข้อมูลกระทู้นี้ดีมากครับ เก็บไว้ดูผลงานความเสียหายที่เขาทำไว้ เงินกระจายเป็นเบี้ยหัวแตกเหมือนหว่านผลประโยชน์ให้ข้าราชการและตัวเองชักเปอร์เซ็นต์ไว้ได้ง่าย

YaiMouth
YaiMouth's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 06/01/2013 - 18:50

คนพวกนี้ หนังหน้าเบอร์อะไรน้อ... 

ถือแถน
ถือแถน's picture
Offline
Last seen: 1 month 3 weeks ago
Joined: 06/01/2013 - 20:50

ดูภาพที่ยายตู่เอามาลงนะครับ กรอบแดงๆที่ผมตีใหม่ข้างบน ที่กั้นถนนตามรางรถไฟราคานี้มหาโหดเลยนะครับ

คงฟาดไปไม่น้อยกว่า หกสิบเปอร์เซ็นต์ของราคาที่ตั้งงบมา ราคาที่ผู้รับเหมาทำจริงๆไม่น่าเกินห้าแสนบาท

แต่คงงาบกันมาเป็นระยะ เพราะตั้งราคาต่อตัว 4.5 ล้านบาท 

ถือแถน
ถือแถน's picture
Offline
Last seen: 1 month 3 weeks ago
Joined: 06/01/2013 - 20:50

เหล็กกั้นทางรถไฟที่เลื่อนขึ้นเลื่อนลง พร้อมไฟสัญญานพวกล่อซะเกือบห้าล้าน น่าอนาถจริงๆอันนี้หนักกว่าเสาธงอีก

ปลาแดก
ปลาแดก's picture
Offline
Last seen: 1 year 2 months ago
Joined: 07/01/2013 - 08:58

24.gif ... ยายตู๋ ข้อมูลแข็งโป๊กๆ

ดาวราย
ดาวราย's picture
Offline
Last seen: 10 months 2 weeks ago
Joined: 07/01/2013 - 13:52

ขอเสนอ สมช บอร์ด ควรมีรางวัลความเข้มแข็งในการหาข้อมูล มอบแก่คุณตู่ เป็นกำลังใจค่ะ

และสังเกตได้ว่า เธอขยันตั้งกระทู้และเม้นทมากที่สุด

เสนอเพื่อพิณา จ้าาา

ถือแถน
ถือแถน's picture
Offline
Last seen: 1 month 3 weeks ago
Joined: 06/01/2013 - 20:50

อีกหนึ่งความเข้มแข็ง

โรงงานวัคซีนดัมมี่! ดีเอสไอสอบรัฐบาลอภิสิทธิ์โกงพันล้าน

 
โรงงานผลิตวัคซีน จ.สระบุรี ราคา 1,411 ล้านบาท หมดสัญญาแล้ว ได้แต่กำแพงกับเสา

วันที่ 28 มีนาคม 2556 (go6TV) รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ฉาวซ้ำซาก เมื่อกระทรวงสาธารณสุข เสนอเรื่องทุจริตสร้างโรงงานผลิตวัคซีนในสระบุรี 1,411 ล้านบาท ได้แค่เสากับกำแพงโรงงาน แถมยังขอเงินเพิ่มอีก 100 ล้านขยายเวลาอีก 18 เดือน หมดสัญญาแล้วแต่สร้างไม่เสร็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อต้นปี 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อนุมัติก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนขององค์การเภสัชกรรม ด้วยงบประมาณ 1,411ล้านบาท ลงมือก่อสร้างปลายปี 2552 สัญญาเสร็จสิ้น ต้นปี 2556 

ตลอดเวลาการก่อสร้างไม่คืบหน้า มีการซอยสัญญาก่อสร้างออกเป็น 2 สัญญา และซอยสัญญาออกแบบอีก 4 สัญญา  ตลอดระยะเวลาก่อสร้าง

ตลอดระยะเวลาก่อสร้าง มีการให้ผู้รับเหมาขอเพิ่มงบประมาณอีกมากกว่า 100 ล้านบาท อ้างว่าเป็นการทบทวนแบบก่อสร้าง 99 ล้าน  และเพิ่มค่าอุปกรณ์ติดตั้งอีก 60 ล้าน แถมยืดระยะเวลาก่อสร้างเพิ่มอีก 18 เดือน

โรงงานดังกล่าว เริ่มต้นสร้าง 18 กันยายน 2552 เสร็จสิ้นสัญญา มกราคม 2556 โดยมีรัฐมนตรี วิทยา แก้วภราดัย เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ และตามกำหนดเริ่มทยอยนำเข้าเครื่องมือผลิตวัคซีนจากต่างประเทศ และต้องผลิตวัคซีนให้ได้ภายในกลางปี 2557 แต่จนบัดนี้ โรงงานดังกล่าวผลิตได้แค่เสาและกำแพงโครงสร้างไม่ถึง 50%  กระทรวงสาธารณสุขจะนำเสนอเสนอให้ดีเอสไอ ดำเนินการสอบสวนทุจริตต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย และนายกรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อไป

ดาวราย
ดาวราย's picture
Offline
Last seen: 10 months 2 weeks ago
Joined: 07/01/2013 - 13:52

กรรม ของ ปทท แลนด์

บ่าวภูไท
บ่าวภูไท's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/03/2013 - 21:44

ตอนนี้หลายๆโรงพักยังต้องใช้โรงรถทำงานเพราะไทยเข้มแข็ง นี่แหละ

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

ประชาชนประเทศนี้ก็เหมือนในภาพนั่นแหละ เดินหน้าก็ยาก ถอยหลังก็ไม่ได้ ลงน้ำเสียดีมั้ย..เฮ่อ..33.gif

 

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52

หลังข่าวสามมิติคืนนี้

 

tu488
tu488's picture
Offline
Last seen: 1 year 3 months ago
Joined: 07/01/2013 - 17:52